การจัดทำรายงานทางวิชาการ วิชา การบริหารภาครัฐ


จากเอกสารประกอบการสัมมนา คราวนี้ก็มาถึงรูปแบบรายงานทางวิ ชาการ  ซึ่งมีนักศึกษาที่บอกว่า  รับผิดชอบหน่วยที่ว่าด้วยเรื่องยุทธศาสตร์การพัฒนา  ทำอย่างไรดี
รายงานทางวิชาการน่าจะพัฒนาการมาจากเรียงความทั่ว ๆไป แต่ในเมื่อเป็นรายงานทางวิชาการ จึงมีสาระที่ต้องเพิ่มเติม และเริ่มจากการกำหนดว่า

1. วัตถุประสงค์ของรายงาน ต้องการจะบอกอะไรกับผู้ฟังหรือผู้อ่าน เช่น บอกความเป็นมา ระบุประเด็นหลัก วิเคราะห์วิจารณ์หลักการของยุทธศาสตร์ นำเสนอปัญหาและสาเหตุของปัญหาในทางปฏิบัติ ตลอดจนข้อเสนอแนะว่าควรเพิ่มเติม ปรับปรุง หรือแก้ไขปัญหาหรือแก้สาเหตุข้อใดของปัญหา หรือเพิ่มเติมอะไร เพื่อให้มาตรการหรือการดำเนินการในทางปฏิบัติให้บรรลุผลสำเร็จ
ผมเห็นว่าข้อสำคัญ อยู่ที่กำหนดวัตถุประสงค์ของรายยงานโดยผู้รายงานเอง ไม่ใช่การเขียนไปเรื่อย โดยผู้ฟังหรือผู้อ่านไม่ทราบว่าผู้รายงานกำลังจะบอกหรือพยายามจะบอกอะไร

2. เนื้อเรื่อง คราวนี้ก็จัดระบบ เรียงเรียง และนำเสนอหลักการ หลักวิชา ที่มา รายละเอียดของข้อมูลหรือหลักการ ซึ่งอาจจะต่อด้วยการสรุป การวิพากย์วิจารณ์ หรือสนับสนุนตั้งแต่หลักการ แนวคิด หรือมาตรการตามยุทธศาสตร์ หรืออาจเป็นการนำเอาหลักการของยุทธศาสตร์มาเป็นกรอบในการศึกษารายละเอียดในทางปฏิบัติ เพื่อจะดูว่านำไปใช้ในทางปฏิบัติแล้วเป็นอย่างไร สำเร็จดีหรือว่าล้มเหลว หรือไม่ค่อยได้ผลในทางปฏิบัติ เพราะอะไร ถ้าไม่ค่อยได้ผล มีข้อเสนอแนะอะไรที่ทำให้บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือหลักการเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ   ตรงนี้  ก็สอดคล้องหรือเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของรายงาน ตามที่ผู้รายงานตั้งใจแต่แรก  หรือคิดไว้ตามข้อ 1.

3. สรุป คราวนี้ยิ่งเป็นของผู้รายงานใหญ่เลยว่า จะสรุปอะไร หรือสรุปได้ว่าอย่างไร ก่อนจะต่อด้วยความเห็นหรือการประเมินของผู้รายงานว่า ยุทธศาสตร์นั้น ๆ ดี เหมาะสม ได้ผลในทางปฏิบัติหรือไม่ เพียงไร และมีข้อเสนอแนะอะไร

ข้อควรคำนึงคือ มีแผนและมีวัตถุประสงค์ของรายงาน ของนักศึกษาแต่ละคน บางครั้งหลาย ๆ คนทำหน่วยเดียวกัน แต่ก็น่าสนใจ เพราะแม้อยู่ในขอบข่ายของเนื้อหาในหน่วยเดียวกัน แต่ต่างคนต่างก็มีจุสนใจ มุมมอง หรือประเด็นที่ทำรายงานแตกต่างกัน ขอแต่เพียงไม่ใช่การตัดต่อ เรียบเรียง และ(จ้างเขา)พิมพ์ให้หนา ๆ โดยผุ้รายงานไม่ได้อ่านในรายละเอียดว่ามีอะไรเลยด้วยซ้ำ
จุดเน้นหรือข้อสำคัญที่ขาดเสียมิได้ของรายงานทางวิชาการ คือ การอ้างอิง ถ้ายังอ้างอิงโดยเขียนเชิงอรรถไม่ได้ อย่างน้อย ๆ ก็จะต้องมีบรรณานุกรม เพื่อบอกกับผู้อ่าน (อาจารย์ด้วย) ว่าผู้จัดทำรายงานได้ไปศึกษา ค้นคว้ามาจากหนังสือ ตำรา หรือบทความทางวิชาการไหน ของใคร หนังสือหรือบทความอะไรมาบ้าง
ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า คณะกรรมการบริหารชุดวิชาหรืออาจารย์ผู้สอนวิชานี้ ไม่นิยม ไม่สนับสนุน และขอห้าม ไม่ให้เอะอะก็อ้างเว็บไซต์ เพราะมีเว็บไซต์จกนวนหนึ่งไม่มีคุณภาพ ไม่ได้มาตรฐาน ใครเป็นผู้เขียนก็ไม่ทราบ หรือเขียนอะไรผิด ๆ ไม่ได้รับการยอมรับ จึงขอให้นักศึกษา (โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้นนี้) ศึกษาจากแหล่งข้อมูล ความรู้ หนังสือ ตำรา หรือบทความที่เชื่อถือได้ โดยเฉพาะเป็นหนังสือ ตำรา หรือบทความในระดับบัณฑิตศึกษา หรือจากสถาบันการศึกษาที่มีการเรียนการสอนระดับบัณฑิตศึกษาหรือหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต อย่าไปอ้างหน้าที่พลเมือง หรือการเมืองการปกครองของไทย ที่เป็นหนังสือเรียนชั้นมัธยมศึกษานะครับ อายเพื่อนแย่เลย

ถ้ามั่นใจว่าได้ศึกษา ค้นคว้า และมีวัตถุประสงค์ของรายงานที่ชัดเจน ไม่ใช่ไปคัดลอกจากหนังสือ ตำรา มาตัดต่อและพิมพ์ให้หนา ๆ แล้ว ก็จงมีความมั่นใจ ตั้งใจ และกล้าที่จะวิเคราะห์ สังเคราะห์ วิพากย์วิจารณ์ สรุป เสนอความคิดเห็น หรือสรุปเป็นการเรียนรู้ที่ตัวเราเองได้รับจากการไปอ่าน ไปศึกษาค้นคว้ามา ไม่ต้องกังวลเรื่องผิดหรือถูก รอดูของเพื่อน ๆ รอฟังของเพื่อน ๆ รวมทั้งการวิเคราะห์ วิจารณ์ และการแนะนำของอาจารย์ ก็จะค่อย ๆ เรียนรู้และเก่งขึ้น มั่นใจยิ่งขึ้น ทำรายงานทางวิชาการได้ดียิ่ง ๆ ขึ้นครับ

 



ผู้ตั้งกระทู้ มานิต :: วันที่ลงประกาศ 2008-06-25 19:38:08 IP : 124.121.67.106


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (1285199)

 

ขอบคุณท่านอาจารย์มานิตมากนะคะ

กลับจากการปฐมนิเทศยังช็อคอยู่เลยค่ะ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น นุกนิก (MPA5) (vacharavalai-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2008-06-26 09:45:19 IP : 118.173.219.167


ความคิดเห็นที่ 2 (1285302)

อาจารย์คะ.......เยี่ยมมากเลยค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น จันทนา วันที่ตอบ 2008-06-26 18:27:21 IP : 202.129.44.230



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


รศ.ดร.เทพศักดิ์ บุณยรัตพันธุ์ สาขาวิชาวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โทร. 086-9965-491 Copyright © 2010 All Rights Reserved.