สัมมนาเสริมการบริหารภาครัฐ ครั้งที่ 2


เรื่อง "การสัมมนา"  ยังคงเป็นปัญหาของพวกเราอยู่ไม่น้อย  แม้จะเป็นการสัมมนาครั้งที่ 2  แล้วก็ตาม

กระผมจึงขออนุญาตใช้โอกาสนี้ทำความเข้าใจเพิ่มเติมกับพวกเรา  ดังนี้ครับ

ประการแรก  การสัมมนาและการจัดทำเอกสารประกอบการสัมมนา    การสัมมนาเป็นการมาอภิปราย  นำเสนอ  ทำความเข้าใจ  และพยายามหาข้อยุติร่วมกันเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง   โดย "ผู้รู้"  หรือ "ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง"     "เอกสารประกอบการสัมมนา" นั้น  โดยปกติผู้จัดการสัมมนาจะเป็นผู้จัดเตรียมและจัดทำสำหรับผู้เข้าร่วมในการสัมมนา   กรณีเป็นกิจกรรมของนักศึกษา   กระผมจึงมอบหมายให้นักศึกษาไปศึกษา  ค้นคว้า  หาอ่าน   และสรุปตามที่แต่ละคนไปอ่าน  ไปค้นพบ  และนำมาเผยแพร่แลกเปลี่ยนรู้ร่วมกันภายในกลุ่มเดียวกัน    โดยท่านอาจารย์ที่ปรึกษาแต่ละกลุ่มจะเป็นผู้ประคับประคองให้อยู่ในหัวข้อหรือในประเด็น   รวมทั้งการช่วยพวกเราสรุปในตอนท้ายของการสัมมนา

ประการที่สอง  หัวข้อหรือเรื่องที่กำหนดให้สัมมนาในครั้งที่ 2  นี้  คือ  NPM คืออะไร   มีความเป็นมาหรือมาได้อย่างไร   และ"ทำไม" ต้อง NPM  ซึ่งเป็นเรื่องที่นักศึกษาระดับมหาบัณฑิตทางรัฐประศาสนศาสตร์จะต้องทราบ   โดยเฉพาะ  NPM  ไม่ใช่เพียงหลักการ  แนวคิด  หรือทฤษฎีของนักวิชาการท่านใดท่านหนึ่ง     ไม่ใช่นักวิชาการด้านใดด้านหนึ่ง    หรือนักวิชาการจากประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น     หาแต่เมื่อเรามองย้อนกลับไปในระยะที่ผ่านมา   จะเห็นได้ว่าเป็นหลักการ  แนวคิด  หรือจุดสนใจ   ที่เกิดขึ้นจากนักวิชาการ  นักบริหาร (ในทางปฏิบัติ) หลาย ๆ ท่าน    เป็นนักวิชาการทั้งด้านรัฐศาสตร์  เศรษฐศาสตร์   บริหารธุรกิจ   บริหารธุรกิจ   และเป็นหลักการหรือแนวคิดที่เกิดขึ้นจากประเทศหรือภูมิภาคต่าง ๆ    ทั้งกรณีออสเตรเลีย    นิวซีแลนด์   อังกฤษ  และสหรัฐ  อเมริกา     ซึ่งผมอยากเรียกมันว่า "กระแส" มากกว่า   ประเด็นนี้จึงทำให้นักศึกษาต้องพยายามค้นคว้าให้กว้างขวางมาก ๆ   โดยเฉพาะท่านที่สามารถอ่านหนังสือ  ตำรา  หรือบทความภาษาอังกฤษได้ค่อนข้างดี   จะมีแหล่งข้อมูลเยอะมาก    ท่านที่เป็น "ภูมิแพ้ภาษา" ก็อย่ากังวลใจ   มีหนังสือ  ตำรา  รวมทั้งบทความภาษาไทยเป็นจำนวนมาก    พยายามหามาเยอะ ๆ  อ่านและทำความเข้าใจ    วิเคราะห์  สังเคราะห์   ก่อนที่จะสรุปเป็นประเด็นตามที่กำหนดให้เป็นหัวข้อสัมมนา    และจัดทำเป็น "เอกสารประกอบการสัมมนา" มาเผยแพร่  แลกเปลี่ยนกันภายในกลุ่ม   ดูในตำรา มสธ. ระดับปริญญาตรี    ดูในหนังสือ Reinventing  the  Government   ที่ คุณพชร  อิศรเสนา  แปลไว้เมื่อหลายปีมาแล้ว    รวมทั้งที่อาจจะค้นได้ในเว็บไซต์ของทาง กพร.   เป็นต้น

พร้อมนี้  ก็ขออนุญาตเตือนกันไว้ว่า   นี่ก็มาได้ครึ่งทางแล้ว    เพื่อน ๆ อ่านหนังสือกันไปถึงไหนแล้ว    อย่าอ่านผ่าน ๆ ตานะครับ    อ่าน  ทำความเข้าใจ  และทำโน้ตย่อ    โดยเฉพาะความหมาย   ขั้นตอน   องค์ประกอบ  หรือปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย    เพื่อสามารถนำไปใช้เป็น "กรอบหรือแนวทาง" ในการเขียนข้อสอบ "อย่างเป็นระบบ"    ความรู้รอบตัว  หรือศัพท์แสงเพราะ ๆ แต่ไม่รู้เรื่องช่วยอะไรไม่ได้เลยนะครับ    นอกจากนี้  ได้แก่การจับกลุ่มกันเพื่อทบทวนหรือตอวกันเอง    ช่วยกันเก็งข้อสอบและคิดหาแนวทางตอบข้อสอบที่เก็ง ๆ กันไว้   เพื่อจะได้(ฝึกมือ)ทดลองเขียนคำตอบอัตนัยไว้ให้คล่อง    แม้จะไม่ได้ชั่งน้ำหนักในการให้คะแนนคำตอบ   แต่ถ้าเขียนเยอะสักหน่อย  พยายามอธิบายสักหน่อย   ก็น่าจะช่วย "แสดงภูมิ" หรือสะท้อนให้เห็นว่านักศึกษาได้ศึกษา    ค้นคว้า    อ่านตำรามาเยอะ   พอจะเรียกร้องขอความเห็นใจได้บ้าง   เมื่อเปรียบเทียบกับพวกที่เขียนคำตอบมาเพียง  1  หน้า  หรือครึ่งหน้า    หรือแม้แต่บรรทัดเดียวว่า   "ขอโทษครับ (ค่ะ)   หนูทำข้อสอบไม่ได้จริง ๆ"      พวกเราเห็นด้วยไหมครับ    ใคร ๆ เขาก็ทำกันได้   หลาย ๆ คนที่เขาสอบผ่านกันไปแล้ว   เราเองก็ต้องทำได้ด้วยเช่นกันครับ      ขึ้นเวทีมาแล้ว  "ต้องสู้  ต้องสู้จึงจะชนะ" ครับ

ขอเป็นกำลังใจ   ขอให้มีอิทธิบาท 4   รัก  วิริยะอุตสาหะเข้าไว้   ครุ่นคิดคำนึงถึงเรื่องที่เรียน   รวมทั้งคิดไตร่ตรองเมื่อพบหรือเห็นอะไรที่เกี่ยวข้องกับรัฐประศาสนศาสตร์   ลองคิดต่อ   คิดตาม  หรือมีการวิเคราะห์  สังเคราะห์  และสรุปความเห็นของตนเองไว้นะครับ   ขอให้โชคดี  ทำข้อสอบได้  และได้เกรดที่ดี ๆ ทุกท่านครับ

 



ผู้ตั้งกระทู้ อาจารย์มานิต :: วันที่ลงประกาศ 2009-09-07 09:41:57 IP : 124.121.57.85


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (1345595)

เก็บมาฝาก  จากโกวิท  วงศ์สุรวัฒน์   มติชนรายวัน  วันพุธที่  9   กันยายน   2009  

มีความสำคัญในตอนท้ายของบทความว่า   

ความจริงในแง่ของญาณวิทยา (Epistemology) หรือทฤษฎีของความรู้ทางพระพุทธศาสนาก็อธิบายว่าความรู้ (ความรู้ในภาษาบาลีคือ "ปัญญา") นั้นมีอยู่ 3 ระดับ คือ

1.สุตะมะยะปัญญา คือความรู้ที่ได้ยินได้ฟังหรืออ่านจากตำรามีคนสั่งสอนให้ซึ่งเป็นความรู้ขั้นต่ำสุด

2.จินตะมะยะปัญญา คือ ความรู้ที่เกิดขึ้นจากเหตุผลของตนเอง เมื่อได้ยินหรืออ่านหรือได้พบเห็นเรื่องอะไรต่างๆ ด้วยตนเองก็ดีแล้วนำมาพิจารณาด้วยเหตุผลของตนเองตามลำดับ จนเชื่อแน่ว่าเป็นความจริงแล้ว นั่นคือปัญญาขั้นที่สอง เป็นความรู้ที่แน่นแฟ้นกว่าความรู้ขั้นแรก

3.ภาวะนามะยะปัญญา คือความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติด้วยตนเอง คือได้ยินได้ฟังมาแล้วใช้เหตุผลของตนเอง และให้ความรู้นั้นเกิดขึ้นแก่ตนเองอย่างแน่ชัด และเห็นชัดด้วยตัวของตัวเอง นี่เป็นความรู้ขั้นสูงสุด

สำหรับความรู้ที่ท่องจำไว้เพื่อการสอบ ครั้นสอบเสร็จแล้วก็ลืมนั้นไม่จัดว่าเป็นความรู้

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์มานิต วันที่ตอบ 2009-09-09 09:14:59 IP : 124.121.61.60



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


รศ.ดร.เทพศักดิ์ บุณยรัตพันธุ์ สาขาวิชาวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โทร. 086-9965-491 Copyright © 2010 All Rights Reserved.