เราคิดอย่างไรกับการถวายฎีกา


เราคิดอย่างไรกับการถวายฎีกาเพื่อขออภัยโทษในครั้งนี้



ผู้ตั้งกระทู้ MPA6 :: วันที่ลงประกาศ 2009-08-10 13:48:27 IP : 113.53.45.131


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (1341795)


 
โปรดรู้ทันผู้คิดร้ายพระเจ้าอยู่หัวของเรา

ทินกร เกษมสรร
 
           ท่านคงไม่ทราบหรอกว่า  ทำไมคนเสื้อแดงจึงรวมรายชื่อเพื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษแก่อดีตนายกทักษิณ    ท่านคงคิดว่า พวกเขาต้องการเพียงให้ทักษิณกลับมามีอำนาจ เพื่อจะได้ผู้นำที่มีความริเริ่มสูง  แท้จริงแล้ว  นั่นเป็นเป้าหมายรอง   เป้าหมายหลัก คือ ยุยงให้ประชาชนเกลียดชังในหลวงของเราอย่างแยบยลที่สุด  ยากที่ใค รจะรู้ทัน

 
           ข่าวลึกจากคนสนิททักษิณ (ซึ่งกำลังลำบากใจ)   ยอมกลับใจ เปิดเผยว่า  
           1. ประชาชนยังรักทักษิณเป็นสิบล้านคน  ไม่ใช่จิ๊บจ๊อยอย่างที่คนเมืองหลวงประมาณการ     เขาเลื่อมใสทักษิณในการริเริ่มแก้ปัญหาให้คนจน  เช่น  30 บาท รักษาทุกโรค,   หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์, กองทุนหมู่บ้าน 1 ล้านบาท เป็นต้น   ถ้าเทียบกับพรรคประชาธิปัตย์แล้ว เทียบกันไม่ได้เลย  ไม่มีความคิดริเริ่มเพื่อคนจนอย่างเป็นรูปธรรม

           2.  เมื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษแก่ทักษิณ   ผู้รักทักษิณต้องการให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษ    เพราะเขารักของเขา

            3.  ขณะนี้มีการปลุกระดม   ทำให้ประชาชนที่รักทักษิณจำนวนมากพูดกันต่อๆไปอย่างกว้างขวางว่า  จะดูใจในหลวง    แปลว่า เกิดสงครามจิตวิทยาขึ้นแล้ว  ให้มีการชั่งน้ำหนักกันว่า จะรักเทิดทูนใครดี    ซึ่งความคิดเช่นนี้ เป็นการคิดประทุษร้ายต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างแยบคายที่สุด
           4.   หากผลออกมาถูกใจเสื้อแดง   ทักษิณก็ได้   คือ ได้กลับมามีอำนาจ   หากผลออกมาตรงข้าม   ทักษิณก็ได้   ได้ทำลายสถาบันเบื้องสูงที่แยบคายที่สุด    เป็นการได้ผลท างจิตวิทยา    สถาบันเบื้องสูงจะถูกดึงลงเทียบกับทักษิณ
 ให้ประชาชนเลือกข้างอยู่เงียบๆในใจ  ซึ่งในทางจิตวิทยาการเมืองถือเป็นภัยร้ายแรงต่อสถาบันกษัตริย์    
           5.  ขอท่านทั้งหลาย จงทันเกมทักษิณ   ท่านจำได้ไหม?  นักการเมืองอื่นๆอาจซื้อเสียง ซึ่งเสียงสารพัด  แต่ทักษิณซื้อพรรคเสียเลย   ใครฉลาดกว่ากัน   เราอ่านทักษิณ อย่าอ่านเท่าที่ได้ยินได้ฟัง   คิดให้ลึกๆ  แล้วจะเท่าทันทักษิณ

           6.  ต้องกราบขอโทษบรรดาเสื้อแดงทั้งหลาย    หากท่านคิดจะดึงทักษิณขึ้นมา ให้ประชาชนเลือกข้างระหว่างผู้มีพระคุณสูงสุดต่อชาติเรา  กับ ทักษิณ ฯ    เรากับท่านคงอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้     หากท่านไม่ทราบกลของทักษิณ และ บริวาร ที่กำลังรับจ็อบทำงานเพื่อทักษิณ  ขอจงโปรดทราบ   ทราบแล้ว ท่านจะถอนตัว หรือ รับใช้เขาอยู่ ก็ตามใจท่านเถิด    แต่เราจะถือว่า  ท่านกำลังประทุษร้ายต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา และ ของท่านเอง

ผู้แสดงความคิดเห็น MPA วันที่ตอบ 2009-08-10 13:54:22 IP : 113.53.45.131


ความคิดเห็นที่ 2 (1341805)

คุณคือ สุดยอดคนไทย ที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณผู้ทรงพระคุณต่อประชาชนและแผ่นดินไทยตลอดมา พระพุทธองค์ตรัสว่า ผู้มีพระคุณนั้นมีหลายส่วน และในหลายส่วนนั้นมีทั้ง บิดา มารดา ครูอาจารย์ และพระมหากษัตริย์ สำหรับพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ คนไทยทั้งชาติที่มีดวงตาเป็นธรรมคงได้แลเห็นแล้วว่า พระองค์ทรงมีคุณูปการต่อชาติ ประชาชนและแผ่นดินนี้อย่างไร ใครหรือจะเท่าพระองค์ พระมหากษัตริย์ผู้มีบารมีเหนือกว่าปุถุชนคนธรรมดาทั้งทางโลกและทางธรรม   พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงธรรม (พระองค์ทรงเจริญสติปัฏฐาน4 ได้อย่างเยี่ยมยอด จากการบอกเล่าของครูอาจารย์พระกรรมฐานวิปัสนา) ว่าเมื่อหลายปี10 ที่ผ่านมาพระองค์ทรงสนทนาธรรมกับครูอาจารย์สายท่านอาจารย์มั่นพระองค์ทรงตรัสถามครูอาจารย์ว่า (ผมรู้แต่ไม่รู้ว่ารู้อะไร) ครูอาจารย์หลายรูปที่อยู่ ณ.ที่แห่งนั้นไม่ทราบว่าพระองค์ถามใคร หลวงพ่อพุธ จึงกล่าวตอบพระองค์ว่าที่พระองค์ว่ารู้แต่ไม่รู้ว่ารู้อะไรนั่นคือการเจริญสติรู้ที่ถูกต้องแล้วดังนั้นถ้าไม่เรียกพระพระองค์ว่าพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเจริญสติปัฏฐาน 4อันเยี่ยมยอดแล้วจะเรียกพระองค์ว่าอย่างไรได้เล่า   ท้ายนี้อยากจะพูดว่าใครก็ตามที่ลบหลู่ผู้มีพระคุณพระองค์นี้ โปรดรู้ไว้เถอะว่าคุณกำลังก่อกรรมหนักอย่างที่สุด พระศาสดาตรัสว่ากรรมหนักนั้นคือการทำอนันตริยกรรม แก่บิดา มารดา และพระอริยะเจ้า(คือพระโสดาบัน,พระสกทาคามี,พระอนาคามี และพระอรหันต์) กรรมหนักนั้นแม้แต่การกล่าววาจาหนักให้พระอริยะเสื่อมเสียแก่บุคคลทั่วไป ก็ถือว่าเป็นอนันตริยกรรมแล้ว  จึงขอกล่าวเพียงเท่านี้ว่า ผู้เป็นคนที่ดีทั้งที่มืดและที่สว่างเขาพึงรู้ได้ว่าที่บุคคล กลุ่มบุคคลทั้งหลายที่ไม่หวังดีต่อพรองค์กระทำการไม่ดีอยู่นี้ คนพวกนี้จะรับกรรมอย่างไร หยุดเถอะ ได้โปรดอย่ากระทำแบบนี้อีกเลย จงมีดวงตาสว่างเสียทีเถอะ  

ผู้แสดงความคิดเห็น MPA4 วันที่ตอบ 2009-08-10 15:05:16 IP : 124.122.197.59


ความคิดเห็นที่ 3 (1341812)

ท่านทั้งหลายแทบไม่น่าเชื่อว่ามีอาจารย์ของเรา (บางท่าน) เห็นด้วยกับการถวายฎีกาในครังนี้ ทั้งๆที่เป็นฎีกาจอมปลอมที่เป็นบ่อนทำลายความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์อย่างเห็นได้ชัด  ลองตรวจสอบดู อยู่เว็บใกล้ๆนี้แหละ (มีการสนับสนุนกันอย่างออกหน้าออกตาเฉยเลย) สงสัยท่านคงจะเป็นกลุ่มคนเสื้อแดงนะ ก็เข้าใจว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่อาจารย์ไม่น่าเข้าไปยุ่งกับเรื่องการเมือง โดยเฉพาการสนับสนุนฎีกาจอมปลอมในครั้งนี้ คิดว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ก่อให้เกิดความไม่เป็นกลางทางการเมือง  และที่สำคัญสร้างความสับสนให้แก่นักศึกษา จนอาจเกิดความแตกแยกทางความคิดขึ้นอย่างร้ายแรงได้ 

ผู้แสดงความคิดเห็น NON วันที่ตอบ 2009-08-10 16:32:08 IP : 125.26.95.176


ความคิดเห็นที่ 4 (1342400)

ทุกท่านลองไปหาบทความนี้อ่านดู

 

บทความพิเศษ  “ล้านชื่อถวายฎีกา” : ภาพสะท้อน“กระบวนการยุติธรรม” ใน“สายตาประชาชน
โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุรพร เสี้ยนสลาย สาขาวิชามนุษยนิเวศศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ผู้แสดงความคิดเห็น เชษฐ์ วันที่ตอบ 2009-08-15 09:04:05 IP : 112.142.124.60


ความคิดเห็นที่ 5 (1342543)

             การล่าหนึ่งล้านรายชื่อเพื่อถวายฎีกาของคนเสื้อแดง กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง เพราะมีคนบางกลุ่มในซีกรัฐบาลและผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ มองว่าเรื่องนี้มีภาพลวงอันซับซ้อนปรากฏอยู่ภายใน จึงพยายามออกมาแสดงบทบาทเพื่อสกัดกั้นการถวายฎีกา ด้วยเหตุผลง่ายๆว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ความร้อนแรงของเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ที่จำนวนลายเซ็นว่ามีสามล้านหรือห้าล้านรายชื่อ แต่กลับไปอยู่ที่ประเด็นการคัดค้านการถวายฎีกา ว่าทำไมต้องทำกันใหญ่โต คัดค้านด้วยเหตุผลอะไรกันแน่

              ความจริงการที่คนในชาตินับล้านคน พร้อมใจกันลงชื่อเพื่อกระทำการสิ่งหนึ่งสิ่งใด ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ปกติ ในมุมมองดั้งเดิม ซึ่งมองจากผู้มีอำนาจรัฐออกไป ก็อาจมองได้ว่าประชาชนเหล่านี้กำลังหลงผิด หรือถูกชักชวนไปในทางที่ไม่เหมาะสม ซึ่งก็ย่อมมองได้และมีการมองในทำนองนี้เสมอมา แต่ในเวลาเดียวกัน เรื่องเดียวกันนี้ ก็มีมุมมองอื่นให้มองได้เช่นกัน เช่นมองว่าคนเหล่านี้เขามีความรู้สึกนึกคิดกับสังคมนี้อย่างไร โดยเฉพาะความรู้สึกนึกคิดต่อกระบวนการยุติธรรมในสังคมไทย
                มุมมองด้านนี้เป็นมุมมองที่ประชาชน มองไปที่กลไกการทำงานของภาครัฐ ภาษาวิชาการเรียกว่ามองแบบ outside in ซึ่งในการจัดการภาครัฐสมัยใหม่ถือว่าเป็นมุมมองสำคัญ ที่มีผลต่อความอยู่รอดและความสำเร็จขององค์กรมากยิ่งกว่ามุมมองดั้งเดิม ซึ่งเต็มไปด้วยอคติลำเอียงของคนทำงาน สำหรับในกระบวนการยุติธรรมที่ผ่านมา แม้องค์กรที่เกี่ยวข้องหรือบุคคลในองค์กรได้พยายามอธิบายให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมที่เป็นอยู่สามารถอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนทุกฝ่ายได้เป็นอย่างดี คนในกระบวนการยุติธรรมทุกคนล้วนเป็นคนดี มีคุณธรรมจริยธรรมเหนือกว่าปุถุชนธรรมดา มีความเก่ง ความกล้า และไม่โกง แต่นั่นก็เป็นเพียงการประเมินตนเองเท่านั้น
                 แต่ในสายตาประชาชน การเคลื่อนไหวของคนจำนวนมากอย่างไม่เคยมีมาก่อนเช่นนี้ เป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้มองเห็นภาพเดียวกันกับคนในกระบวนการยุติธรรม พวกเขาขาดความเชื่อมั่นในระบบที่มีอยู่ ถ้าพูดกันอย่างตรงไปตรงมา พวกเขาเหล่านั้นไม่เชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมที่มีจะสามารถสร้างความยุติธรรมให้บังเกิดในบ้านเมืองนี้ได้ ซึ่งก็สอดคล้องกับข้อมูลจากสวนดุสิตโพลล์ เมื่อวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2552 ที่พบว่าประชาชนร้อยละ 58.69 เห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า”กระบวนการยุติธรรมของไทยมีสองมาตราฐาน” ประชาชนร้อยละ 41.86ไม่เชื่อมั่นว่าการดำเนินคดีกับพันธมิตรประชาธิปไตยหรือกลุ่มเสื้อเหลือง จะมีการตัดสินด้วยความเป็นธรรม โปร่งใส มีประชาชนเพียงร้อยละ 27.91 เท่านั้นที่ยังมีความเชื่อมั่นเช่นนั้นอยู่  กรณีของกลุ่มเสื้อแดง ประชาชนก็มีความเห็นไปในทำนองเดียวกัน แน่นอนคงมีคนที่ไม่ยอมรับอีกหลายคน ที่พยายามโต้เถียงว่าไม่เป็นความจริงและอาจประณามประชาชนที่มีความเชื่อแบบนั้นอีกนานัประการ แต่ก็คงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ เพราะเรื่องนี้เป็นความคิดความเชื่อของคน ที่ห้ามปรามกันไม่ได้ ในโลกปัจจุบันรัฐจะไปบีบบังคับให้ประชาชนทุกคนต้องคิดเหมือนกับคนในกระบวนการยุติธรรม คงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก เราต้องยอมรับความจริงว่าคนในสังคมทุกวันนี้เขามองสิ่งที่เห็น แตกต่างจากไปจากสิ่งที่คนของรัฐกำหนดให้เขาเห็น
             การล่ารายชื่อในครั้งนี้จึงเป็นภาพหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความตกต่ำของกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสังคมไทย จริงอยู่ในบางห้วงเวลาองค์กรบางองค์กรหรือบางสถาบัน เช่น ตำรวจ ฝ่ายปกครอง อาจเผชิญกับความตกต่ำด้านความน่าเชื่อถืออยู่บ้าง แต่กระบวนการยุติธรรมโดยรวมก็ไม่ได้สั่นคลอนแต่อย่างใด เพราะประชาชนยังเชื่อมั่นต่อระบบศาลยุติธรรม ประชาชนยอมรับร่วมกันว่าการพิจารณาของศาลจะเป็นจุดสิ้นสุดของความขัดแย้งทั้งปวงที่เกิดขึ้น ศาลสุดท้ายตัดสินอย่างไรก็ยอมรับกันตามนั้น เรียกว่าประชาชนเชื่อฟังศาลยุติธรรมโดยดุษฎี ทั้งนี้เพราะศาลมีภาพลักษณ์ของความเป็นกลางและความยุติธรรม ศาลสามารถชี้แจงข้อกฎหมายได้อย่างแม่นยำ หมดจดไร้ข้อกังขา ศาลสามารถเทียบเคียงการตัดสินกับแบบแผนประเพณีที่เคยปฏิบัติหรือตัดสินกันมาได้อย่างชัดเจนทุกประเด็น
               แต่ไม่กี่ปีมานี้คนในสังคมเริ่มมองเห็นว่าจุดแข็งของกระบวนการยุติธรรมที่มีแต่เดิมกำลังเสื่อมถอยลงไป คดีความหลายคดีโดยเฉพาะคดีทางการเมือง ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่สามารถชี้แจงข้อกฎหมายให้กระจ่างชัดได้ บางคดีก็ดูจะใช้กฎหมายเกินกว่าที่ปรากฏในลายลักษณ์อักษร ต้องอ้างอิงไปถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย บางเรื่องแทนที่จะใช้ตัวบทกฎหมายในการพิจารณา กลับใช้ถ้อยคำในพจนานุกรมมาเป็นเกณฑ์ หรือบางคดีนิติกรรมหลักเป็นเรื่องที่ชอบตามกฎหมาย แต่การเซ็นชื่อรับรองผู้ทำนิติกรรมนั้น กลายเป็นความผิดใหญ่โต หรือแม้แต่คดีหมิ่นประมาทคนอื่น สามารถนำถ้อยคำหมิ่นประมาทของพระสงฆ์หรือบุคคลชั้นสูงมาล้มล้างความผิดได้ สิ่งเหล่านี้ไม่เคยปรากฏมาก่อนในแบบแผนปกติของกระบวนการยุติธรรม จึงไม่สามารถทำให้เกิดความกระจ่างชัดแก่ประชาชนทุกคนได้ บางครั้งยังกลายเป็นตลกร้ายที่คนในสังคมส่วนหนึ่งรับกันไม่ได้ ความเสื่อมจึงบังเกิดขึ้นกับกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบในวันนี้ “ความยุติธรรม” แม้บางคนบอกว่ากินไม่ได้แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญ เป็นหัวใจที่ผลักดันให้มนุษย์ต้องมาอยู่รวมกันเป็นสังคม มาสร้างกฎสร้างกติกาให้คนอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม เมื่อคนในสังคมเริ่มรู้สึกว่าความยุติธรรมกำลังหายไปจากสังคม ก็ย่อมเป็นธรรมดาที่พวกเขาจะต้องเคลื่อนไหวทางใดทางหนึ่งเพื่อแสวงหาความยุติธรรมกลับคืนมา
              การล่ารายชื่อที่ทำกันก็เป็นทางหนึ่งที่น่าจะทำได้และอาจจะดีกว่าหนทางอื่นๆอีกหลายทาง การปล่อยให้คนในสังคมเกิดความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือไม่มีความยุติธรรมในสังคมเป็นสิ่งที่ไม่ดี คาร์ล มาร์กซ์(Karl Marx)นักทฤษฎีสังคมต้นตำรับลัทธิมาร์กซิสต์ บอกว่า ความอยุติธรรม(การขูดรีดแรงงาน)จะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงที่อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสังคมชนิดพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินได้  เรื่องนี้เป็นจริงในทุกสังคมทุกยุคสมัย สังคมไทยก็เคยเผชิญกับวิกฤติการณ์ความขัดแย้งรุนแรงอันเนื่องมาจากความไม่ยุติธรรมมาแล้วในยุคสมัยที่เผชิญกับภัยคอมมูนิสต์เมื่อ 30 -40 ปีที่แล้ว ความขัดแย้งในครั้งนั้นไม่ถึงกับทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน แต่ก็ทำให้คนไทยต้องจับอาวุธมาเข่นฆ่ากันเอง จนเลือดไทยต้องท่วมนองแผ่นดิน ผู้คนต้องล้มตายกันนับไม่ถ้วนก็เพราะคนไทยกลุ่มหนึ่งรู้สึกว่าสังคมไม่มีความยุติธรรม ยุคนั้นการเป็นคอมมิวนิสต์ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครองจึงมีบทบาททั้งในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม คอยตัดสินว่าใครเป็นคอมมิวนิสต์บ้าง และในเวลาเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นผู้ปราบปรามคอมมิวนิสต์ด้วย จึงทำให้เกิดกรณีถังแดง หรือการตัดสินคดีความแบบศาลเตี้ยอยู่บ่อยครั้ง จนชาวบ้านจำนวนมากอดทนไม่ไหว ต้องจับอาวุธหันหน้ามาสู้รบกับรัฐบาลของตนเองอยู่นานหลายปี บทเรียนราคาแพงเช่นนี้ คนไทยไม่น่าจะลืมเสียง่ายๆ
               เพราะฉะนั้นการมองปรากฏการณ์ล่าชื่อถวายฎีกา จึงเป็นเรื่องที่ต้องมองกันอย่างระมัดระวัง ต้องมองด้วยความเข้าอกเข้าใจ มองให้เห็นความเป็นคนไทยปรากฏอยู่ในทุกฝ่าย การล่ารายชื่อถวายฎีกาไม่ได้เป็นปัญหาสำคัญ แต่อย่าหลงคิดกันมากมายจะกลายเป็นปัญหาขึ้นมาได้ เรื่องนี้เป็นเพียงอาการของปัญหาที่แสดงออกมาให้เห็น แต่ปัญหาที่แท้จริงคือคนไทยส่วนหนึ่งไม่เชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมที่อยู่จะสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นได้จริง คล้ายคลึงกับเหตุการณ์เมื่อ30-40ปีที่แล้ว การแก้ไขปัญหาก็ต้องไปแก้ไขความคิดความเชื่อของคนเหล่านั้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะใช้อำนาจรัฐไปบีบบังคับให้เกิดขึ้นได้
                การแก้ไขต้องเริ่มต้นด้วยการกระทำให้เห็นจริงว่า”ความยุติธรรม”ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย องค์กร สถาบันหรือบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ต้องเลิกหลงคิดว่าตนเองเป็นฝ่ายธรรมะที่ถูกส่งมาปราบปรามฝ่ายอธรรม หรืออย่าหลงคิดว่ากระบวนการยุติธรรมจะกลายเป็น ”ตุลาการภิวัฒน์”เข้ามาแก้ไขการเมืองไทยให้เข้าไปอยู่ในกรอบอุดมคติได้ในชั่วพริบตา เพราะการหลงคิดเช่นนั้นจะทำให้สังคมไทยต้องสูญเสียที่พึ่งสุดท้ายในการผ่อนปรนความขัดแย้งของประชาชนไป กระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะศาลต้องกลับไปเป็นศาลแบบเดิมๆเหมือนศาลรุ่นพ่อรุ่นแม่ของเรา ทำหน้าที่อย่างเป็นปรนัย (objectivity) ไม่มีความรู้สึกหรืออารมณ์ร่วมในความขัดแย้ง ตัดสินคดีความไปตามตัวบทกฎหมายที่มี สามารถอธิบายข้อโต้แย้งได้อย่างมีเหตุผล ชัดเจน หมดจดไร้ข้อกังขาใดๆและไม่ขัดแย้งกับแบบแผนประเพณีที่เคยปฏิบัติ ประชาชนก็คงไม่จำเป็นต้องออกมาล่ารายชื่อเพื่อถวายฎีกาอีกต่อไป แต่หากไม่มีการแก้ไขใดๆหรือแก้ไขปัญหาแบบเดิมๆความขัดแย้งก็จะรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อาจถึงขั้นต้องต่อสู้กันในทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะและสถาปนาความยุติธรรมขึ้นมาใหม่ ซึ่งเชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงจะไม่เห็นด้วยวิธีการนี้เพราะมันทำให้สังคมต้องสูญเสียโอกาสและทรัพยากรอย่างมโหฬารเหมือนสภาพที่เห็นอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ทุกวันนี้
ผู้แสดงความคิดเห็น stou วันที่ตอบ 2009-08-16 19:52:59 IP : 114.128.248.60


ความคิดเห็นที่ 6 (1342601)

ฝากไว้ให้ดูกัน

http://downmerngnews.blogspot.com/2009/04/blog-post_7563.html

http://www.prachataiwebboard.com/webboard/wbtopic2.php?id=828667

ผู้แสดงความคิดเห็น stou วันที่ตอบ 2009-08-17 09:46:37 IP : 203.172.251.90


ความคิดเห็นที่ 7 (1342602)

ข้าน้อยขอคารวะ จากใจจริง
เรียนกับอาจารย์ท่านใดก็เคารพอาจารย์ทุกท่าน ไม่ว่าท่านจะเหลืองจะแดง เพราะเป็นสิทธิส่วนบุคคล
เรียนอาจารย์ที่อยู่ข้างแดงท่านก็พูดถึงแต่แดง เรียนกับอาจารย์ที่อยู่ข้างเหลืองท่านก็พูดถึงแต่เหลือง
แต่เราก็ได้รับวิชาความรู้จากอาจารย์ทุกท่าน

ผู้แสดงความคิดเห็น ศิษย์เคารพครู stou วันที่ตอบ 2009-08-17 09:52:22 IP : 203.172.251.90


ความคิดเห็นที่ 8 (1343520)

เป็นความคิดเห็นของแต่ละบุคคลจริงๆ คนที่คิดถึงแต่ตัวเองก็คิดอีกแบบ คนที่คิดถึงส่วนรวมก็คิดอีกแบบ แล้วแต่จะคิดกันนะ ประเทศชาติและแผ่นดินก็ต้องอยู่แบบคนไม่ทำผิดคิดชั่วมาบริหาร ถ้ามีคนทำผิดคิดชั่วมากประเทศนี้ก็จอด อีกไม่นานก็คงจอดแหละเห็นมีแต่คนชั่วร้ายเต็มแผ่นดินเลยไม่มีธรรมประจำจิต คิดแต่เงินๆๆๆๆ กูๆๆๆๆ และกูจะได้อะไร ไม่เคยมีสติมีแต่กิเลสเท่านั้นที่จะทำแผ่นดินนี้ฉิบหาย คงไม่นานแล้วมันขย่มกันทุกวัน

ผู้แสดงความคิดเห็น mpa วันที่ตอบ 2009-08-24 10:19:49 IP : 124.121.86.155


ความคิดเห็นที่ 9 (1343526)

อ้างกระบวนการยุติธรรม มันไม่ยุติธรรมตรงไหน ความผิดเห็นกันชัดๆ ทั้งการออกภาษีสรรพสามิตเพื่อเลี่ยงการเสียภาษีเชื่อมต่อโครงข่ายสัญญาณโทรศัพท์ระหว่าง AIS กับTOT แล้วให้จ่ายแบบสรรพสามิตเพื่อได้จ่ายในราคาที่ถูกกว่ามาก  เขาเรียกคอรัปชั่นเชิงนโยบายรู้มั๊ย? ทำให้ชาติสูญเสียรายได้ไปหลายหมื่นล้าน แล้วมันไม่ยุติธรรมกับคนโกงภาษีตรงไหน  ไหนตรงไหนที่มันไม่ยุติธรรม ถูก! มันไม่ยุติธรรมกับประเทศนี้สิ  ชาติสูญเสียรายได้ ได้ยินมั๊ย อยากถามคนเขียนบทความจริงๆพับผ่า อีกไม่รู้กี่คดีที่เขาทำไม่ถูก แล้วก็โอ๋กันนะกลัวประเทศไม่วิบัติ กลัวชาติไม่ฉิบหายเรียกมันมาอีกสิ มันจะได้ให้แขกอารับเอมิเรตมาซื้อที่นาไปทำเป็นของพวกแขกเองแล้วเอาคนไทยเป็นลูกจ้าง เพราะนี่เป็นแนวคิดของคนโกงภาษีนี่มันตะโกนอยู่เมืองแขกทุกวันให้แขกมาซื้อที่นาในเมืองไทย นิ่งอยู่ทำไมเรียกมันมาสิ จะได้ไร้แผ่นดินอยู่เดือดร้อนแทนกันนักพวกชะเลีย

ผู้แสดงความคิดเห็น mpa4 วันที่ตอบ 2009-08-24 10:34:43 IP : 124.121.86.155



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


รศ.ดร.เทพศักดิ์ บุณยรัตพันธุ์ สาขาวิชาวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โทร. 086-9965-491 Copyright © 2010 All Rights Reserved.